Q1. อยากมีผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์เป็นของตัวเอง ต้องทำยังไงบ้าง

เริ่มแรกทางลูกค้าควรเตรียมตัวลองศึกษารายละเอียดเบื้องต้นก่อนว่าอยากมีผลิตภัณฑ์อะไร เช่น

  1. ประเภทสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, วิตามิน, ยา, สมุนไพร, ครีม, เครื่องสำอาง เป็นต้น
  2. สูตร สรรพคุณ คุณประโยชน์ หน้าที่ของผลิตภัณฑ์
  3. รูปแบบผลิตภัณฑ์ เป็นเม็ดฟู่ ผงฟู่ เจลลี่ อัดเม็ด  แคปซูล ผงชงดื่ม หรือ ครีม
  4. ตัวอย่างสินค้าใกล้เคียงที่ต้องการ
  5. รูปแบบบรรจุภัณฑ์ เม็ดใส่กระปุกพลาสติกใสสีชา สีขาวขุ่น มีซองกันชื้น ฝาเกลียว หรือฝาฉีก ฝากด ฉลาก กล่อง การออกเบบและพิมพ์จะทำมาให้ หรือให้โรงงานจัดหา การซีลจะใช้ ฟิล์มหด กาว หรือสติกเกอร์  เม็ด/แคปซูล ใน บริสเตอร์ฟรอย์ด ขนาด 5,10,15 ในซองอลูมิเนียมเพื่อกันความชื้น และการบรรจุกล่อง การ ซีลกล่อง ด้วยฟิล์มหด สติกเกอร์ หรือกาว โดยใช้กับกล่องฉีก เป็นต้น

ซึ่งรายละเอียดข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ เป็นเหมือนการเตรียมตัวก้าวแรกก่อนการเข้ามาใช้บริการ OEM/ODM กับเรา เมื่อมีรายละเอียดที่ชัดเจนทางเราก็สามารถให้บริการอื่นๆ เพิ่มเติมได้อย่างถูกต้องและตรงความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การเลือกวัตถุดิบสารสกัดที่เหมาะสม การพัฒนาสูตรให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นและแตกต่าง การออกแบบและคัดสรรบรรจุภัณฑ์ที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ข้อกำหนดและกฎหมายในการควบคุมและรับรององค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการแนะนำช่องทางและแนวโน้มการตลาดที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและขายได้จริง

Q2. ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ OEM/ODM ประมาณเท่าไร

ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นโดยประมาณ ดังนี้

วิจัยและพัฒนาสูตร ราคาเริ่มต้น 10,000 บาท/สูตร
จดทะเบียน อย. ราคาเริ่มต้น 15,000 บาท/สูตร
การผลิต ราคาเริ่มต้น ดูจากจำนวนการสั่งผลิตขั้นต่ำ Q3
บรรจุตัวยา/Repack ราคาเริ่มต้น 100 บาท/ชุด

 

* ราคาดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดเป็นราคาโดยประมาณ ราคาสรุปอาจเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่างๆ เช่น สูตร วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ จำนวนการผลิต เป็นต้น

Q3. จำนวนการสั่งผลิตขั้นต่ำ แต่ละชนิด

ด้วยนโยบายของเราที่ต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือผู้เริ่มต้นธุรกิจ เราจึงบริการรับสั่งผลิตขั้นต่ำกว่าโรงงานอื่นๆ ทั้งในด้านราคาและจำนวน ซึ่งเรารับผลิตแต่ละชนิด ดังนี้

เม็ด (Tablet)    MOQ: 30 ,000 เม็ด
แคปซูล (Capsule) MOQ: 30 ,000  เม็ด
ครีม (Cream)  MOQ: 35,000 บาท
ผงชงดื่ม (Powder) MOQ: 25,000 ซอง

Q4. อยากทราบว่าในการผลิตสินค้า 1 ตัว มีขั้นตอนอะไรบ้าง และใช้ระยะเวลาแต่ละขั้นตอนประมาณเท่าไร

ขั้นตอนการผลิตสินค้าและระยะเวลา 1 รายการ ขอสรุปโดยคร่าว ดังนี้

ขั้นตอน

รายละเอียด

ระยะเวลา

หมายเหตุ

1. จัดทำใบเสนอราคา

ลูกค้าแจ้งรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการจ้างผลิต เช่น สูตร รูปแบบบรรจุภัณฑ์ จำนวน จากนั้นทางเราจัดทำใบเสนอราคาให้

ภายใน 3-7 วัน

ลูกค้าเซ็นอนุมัติจึงจะเริ่มดำเนินงานขั้นต่อไป

2. วิจัยและพัฒนาสูตร

แบ่งออกเป็น 2 กรณี 
2.1 สินค้าสูตรมาตรฐาน คือ สูตรที่ทางเรามีอยู่แล้ว (สามารถเติมแต่งหรือปรับเปลี่ยนปริมาณวัตถุดิบได้เล็กน้อยตามความต้องการของลูกค้า) 2.2 สินค้าสูตรใหม่/พิเศษ คือ สูตรที่ต้องคิดค้นพัฒนาใหม่หรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตามความต้องการของลูกค้า

ขั้นต่ำ 30-45 วัน 
ขั้นต่ำ 45-60 วัน

หากลูกค้ามีสูตรมาเอง ทางเราต้องตรวจสอบเอกสารรับรองของวัตถุดิบทุกตัวก่อนผลิตจริง ดังนั้นระยะเวลาขึ้นอยู่กับความเรียบร้อยของเอกสารประกอบด้วย

3. จดทะเบียน

แบ่งออกเป็น 2 กรณี 
3.1 จดทะเบียนอาหารเสริม 
3.2 จดทะเบียนเครื่องสำอาง

ขั้นต่ำ 1-3เดือน 
ขั้นต่ำ 15-30 วัน

ระยะเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคิวและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

4. การออกแบบ

แบ่งเป็น 3 กรณี 
4.1 ออกแบบบรรจุภัณฑ์ เช่น รูปแบบกล่อง ลักษณะฉลาก 
4.2 ออกแบบแบรนด์ ในกรณีมีผลิตภัณฑ์หลายตัว เป็นการออกแบบภาพลักษณ์โดยรวมให้สอดคล้องกัน 
4.3 ออกแบบอื่นๆ เช่น โบรชัวร์ โปสเตอร์ นามบัตร

ขั้นต่ำ 3-7 วัน 
ขั้นต่ำ 15-30 วัน
ขั้นต่ำ 3-7 วัน

ระยะเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการอนุมัติแบบของลูกค้า

5. การผลิตและบรรจุ

สามารถเริ่มดำเนินงานได้ทันทีเมื่อได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์เรียบร้อย โดยดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบจนสินค้าพร้อมจำหน่าย

ขั้นต่ำ 14 วัน

ระยะเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับจำนวนและความพร้อมของบรรจุภัณฑ์

6. จัดส่ง

เราบริการจัดส่งด้วยรถขนส่งของบริษัทเฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑล สำหรับต่างจังหวัดจะเป็นบริการของบริษัทขนส่งเอกชนที่ได้มาตรฐาน

1-2 วัน

ระยะเวลาดังกล่าวอ้างอิงในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

รวมระยะเวลากระบวนการผลิตสินค้า 1 ตัว โดยประมาณ

 

2-3 เดือน

ระยะเวลาเป็นการเฉลี่ยโดยรวม ไม่ได้แยกประเภทของผลิตภัณฑ์

Q6. กรณีลูกค้ามีวัตถุดิบหรือสารสกัดเองอยู่แล้ว แต่ต้องการให้เราผลิตให้ สามารถทำได้มั้ย

ในกรณีนี้แม้ว่าลูกค้าจะมีเอกสาร COA, Specification, หรือเอกสารรับรองต่างๆ ทางเราต้องขอรบกวนลูกค้าให้ทางผู้ขายวัตถุดิบหรือสารสกัดเหล่านั้นติดต่อกับเราอีกครั้ง เพื่อเราสามารถประสานงานเรื่องคุณภาพและคุณสมบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนรับผลิต ทั้งนี้หากลูกค้าไม่มีเอกสารรับรอง ทางเราจะไม่รับตัววัตถุดิบหรือสารสกัดนั้นๆ มาผลิต แต่หากลูกค้ายืนยันต้องการผลิต เราจะนำวัตถุดิบของเรามาใช้ผลิตแทน

Q7. เงื่อนไขการชำระเงินเป็นอย่างไร

แบ่งชำระเป็น 2 งวด คือ 50% พร้อมใบสั่งซื้อ/สัญญาจ้าง และอีก 50% ณ วันส่งสินค้า

Q8. บริการทางด้านงานออกแบบ มีอะไรบ้าง

 ทางเรามีทีมงานออกแบบโดยเฉพาะทั้ง Graphic Designer และ Packaging Designer ซึ่งสามารถให้บริการออกแบบตั้งแต่ ตัววัสดุและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ฉลากสินค้า โลโก้/ตราสินค้า/แบรนด์ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อส่งเสริมการขายต่างๆ เช่น โบรชัวร์ โปสเตอร์ นามบัตร X-stand Roll-up ป้ายไวนิล เป็นต้น โดยเราจะทำปรู้ฟ (Proof) และแบบจำลอง (Mock up) ให้ทางลูกค้าก่อนการผลิตจริงทุกครั้ง ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเลือกขอ Artwork จากเราไปสั่งพิมพ์เองหรือจะใช้บริการพิมพ์จากเราโดยตรงเลยก็ได้

Q9. ทางโรงงานสามารถทำสัญญาการผลิตหรือ licence ของผลิตภัณฑ์หรือสูตรกับลูกค้าได้มั้ย คือเคยจ้างโรงงานหนึ่งผลิตอาหารเสริมให้ แต่สุดท้ายโรงงานนั้นมีผลิตภัณฑ์คล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่เราจ้างเพียงแต่มีการปรับสูตรต่างกันเล็กน้อย

ทางเรายินดีทำสัญญาร่วมกับลูกค้า โดยสามารถ....

  1. ทำสัญญาความลับทางการค้า trade secret agreement
  2. ทำสัญญาความลับทางเกี่ยวกับการให้บริการทั้งหมด Confidential Agreement หรือ Non-Disclosure Agreement (NDA)
  3. ทำสัญญาสูตรพิเศษเพียงหนึ่งเดียว Exclusive Agreement 

Q10. อยากทราบว่า OEM กับ ODM คืออะไร แล้วแตกต่างกันอย่างไร

OEM ย่อมาจาก Original Equipment Manufacturer หมายถึงการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด โดยใช้การผลิตของเรารวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตด้วย มักจะเป็นโรงงานเปิดใหม่ ๆ หรือโรงงานที่ไม่เน้นการสร้างแบรนด์ของตนเอง และโรงงานที่ไม่มีความชำนาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ODM ย่อมาจาก Original Design Manufacturer หมายถึงการผลิตของโรงงานที่มีรูปแบบการพัฒนาดีไซน์ รูปแบบสินค้าได้เอง และเอาสินค้าเหล่านั้นไปเสนอขายให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง มักจะเป็นโรงงานที่พัฒนามาจาก OEM ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ด้วยดีไซน์ ซึ่งดีไซน์เหล่านี้จะเป็น Exclusive หรือ non exclusive ก็ได้

OBM ย่อมาจากคำว่า Original Brand Manufacturer หมายถึงการผลิตที่มีการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เป็นโรงงานที่พัฒนาได้เต็มที่แล้ว ถ้าจะซื้อสินค้า ก็ต้องซื้อภายใต้แบรนด์ของโรงงานเท่านั้น

Product Menu